ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตัดต่อวีดีโอ

การเริ่มต้นตัดต่อเราควรรู้จัก คีย์ลัดที่ใช้บ่อยๆ กัน
1.space bar = คือ ใช้สำหรับ Play / Stop หรือการเล่นการหยุด งานใน timeline
2.S = คือ ใช้สำหรับตัด clip ให้เป็นท่อนๆ
3.Ctrl + c = คือ การ copy file วีดีโอ
4.Ctrl + v = คือ การวาง file วีดีโอในตำแหน่งที่เราต้องการ
5.Ctrl + x = คือ การคัตวีดีโอเพื่อจะนำไปวางในส่วนอื่น
6.Ctrl + z = คือ ย้อนกลับการทำครั้งล่าสุด 1 ครั้ง
7.V = คือ การมาร์คจุดเพิ่ม / ลด เสียงตามที่เราต้องการ
8.V + Shift = คือ การเพิ่มลดเสียงอย่างง่าย โดยการกดShift ค้าง จะให้เป็นสัญลักษณ์รูปดินสอ ขึ้น สามารถลากเพิ่มลดเสียงตามที่เราต้องการ
9.U = คือ การแยกภาพและเสียงออกจากกัน
10.ctrl + g = คือ การรวม file วีดีโอแต่ละชิ้นมารวมกันโดยการกด ctrl ค้างไว้เลือก file ที่ต้องการรวมจากนั้นกด g ก็จะเป็นวีดีโอก้อนเดียวกัน
11.Ctrl + s = คือ การเซฟงานครั้งล่าสุดที่เราทำไว้

ความสำคัญของ Title
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้สาหรับภาพยนตร์ทุกเรื่องก็คือ Titleซึ่งจะเป็นตัวบอกถึงที่มาของภาพยนตร์ที่กาลังจะได้รับชม ประกอบด้วย ชื่อผู้สร้างหรือผู้ผลิต ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แสดง และทีมงาน แต่บางทีTitle อาจเป็นเพียงข้อความสั้นๆ เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่กาลังจะได้รับชม ก็เป็นได้
การสร้าง Title
การสร้าง Title ในโปรแกรมสามารถทำได้ 2 วิธี ได้แก่

  1. คลิกที่เมนู Insert แล้วเลือกคาสั่ง Text Media
  2. คลิกขวาที่ Video track แล้วเลือกคาสั่ง Text Media

การแก้ไขข้อความ
หากต้องการแก้ไขข้อความ หรือเปลี่ยน Effect สามารถทาได้ 2 วิธี ดังนี้

  1. คลิกขวาบน Text ที่ต้องการแก้ไข แล้วเลือกคาสั่ง Edit Generated Media
  2. คลิกไอคอน Generated Media ที่จะแปะอยู่บน Text ในTimeline

การปรับแต่ง Transition
ส่วนสำคัญอีกประการ ที่ทาให้ Title มีความน่าสนใจ นั่นคือการปรับแต่ง Transition นั่นเอง ซึ่งโปรแกรม Vegas ได้รวบรวมเอาTransition ไว้มากมาย ซึ่งผู้ตัดต่อสามารถเลือกใช้ Transition เหล่านั้นได้ตามความเหมาะสม
วิธีเพิ่ม Transition มีด้วยกันหลายวิธี ในที่นี้จะนาเสนอเฉพาะวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การลากแล้วปล่อย โดยเลือก Transition ที่ต้องการแล้วลากลงมาปล่อยยังตำแหน่งที่ต้องการให้เกิด Transition

การแทรกภาพ
การแทรกภาพในโปรแกรม Vegas สามารถทาได้หลายวิธี ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความสะดวก ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาเพียง2 วิธี ดังนี้
วิธีที่ 1 เลือกรูปภาพที่ต้องการจาก หน้าต่าง Explore แล้วลากมาปล่อยบน Timeline
วิธีที่ 2 คลิกปุ่ม Import ในหน้าต่าง Project Manager เพื่อรวบรวมภาพที่ต้องการ
การปรับแต่งภาพ
คุณสมบัติของโปรแกรม Vegas คือ เราสามารถตกแต่งภาพ ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยวิธีการที่สะดวกอีกทั้งยังสามารถปรับแต่งได้เพิ่มเติมตามใจชอบ
วิธีการปรับแต่งภาพใน Vegas สามารถทาได้โดย เลือก effect จากVideo FX แล้วลากมาวางบนภาพที่ต้องการปรังแต่ง ตัวอย่างเช่น การเพิ่ม effect ที่ชื่อว่า Add Noise

การสร้างวีดิทัศน์
การผลิตวีดิทัศน์นั้น ต่อให้มีภาพที่ดี มีเพลงที่ดี มีอุปกรณ์ในการตัดต่อที่ดี ก็ใช่ว่าวีดิทัศน์ที่ออกมานั้นจะดีไปด้วย เพราะวีดิทัศน์เป็นสื่อที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างสูง ในทุกขั้นตอนของการผลิต โดยขั้นตอนการผลิตวีดิทัศน์นั้น ประกอบด้วย 3Pได้แก่
Pre-Production การเตรียมการก่อนการผลิต
Production การดำเนินการถ่ายทำ
Post-Production ขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต นั่นคือการตัดต่อก่อนนาไปเผยแพร่
ดังนั้น การผลิตวีดิทัศน์ที่ดี จึงจะเป็นที่จะต้องมีการเตรียมเรื่อง คิด Concept และ Theme เขียน Script และเขียน StoryBoard เพื่อให้เห็นแนวทางในการผลิตที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่มีทีมงานผู้ผลิตหลายคน หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็อาจจะเป็นปัญหาในการทำงานได้

Concept และ Theme
เป็นการกาหนดแนวคิด และทิศทางของวีดิทัศน์ รวมไปถึงรูปแบบของวีดิทัศน์ที่จะนาเสนอ เช่น โฆษณาการท่องเที่ยวประเทศไทย มีConcept คือ นาเสนอความสวยงามของประเทศไทย ดังนั้น Themeของเรื่องก็คือ เมืองไทยเป็นประเทศที่สวยงาม ซึ่งต่อไป การเขียนScripts และ Storyboard ก็จะต้องดาเนินไปตาม Concept และTheme ของเรื่องที่กำหนดไว้

Scripts
สคริปต์หรือบท ไม่ได้หมายความถึงเฉพาะบทพูดของตัวละครเท่านั้น แต่มีความหมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่จะปรากฎบนจอ ไม่ว่าจะเป็น ฉาก มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง การตัดต่อ ตัวหนังสือ เสียงเพลง ดนตรีประกอบ ซาวด์เอฟเฟค ฯลฯ ซึ่งสคริปต์จะต้องบอกรายละเอียดทุกอย่างได้ทั้งหมด เพื่อให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในกระบวนการผลิตเข้าใจตรงกัน

Storyboard
เป็นภาพวาดที่สร้างขึ้นจาก Scripts โดยจะแสดงภาพร่างที่จะไปปรากฏบนจอจริงๆ ยิ่ง Storyboard ระบุรายละเอียดมาเท่าไหร่ ก็ทาให้การทางานสะดวกมาขึ้นเท่านั้น

การ Render
ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการตัดต่อวีดิทัศน์ คือ การ Renderเพื่อนำวีดิทัศน์ออกไปใช้ตามรูปแบบที่ต้องการ ระยะเวลาในการRender จะขึ้นอยู่กับความยาวของวีดิทัศน์ คุณภาพของวีดิทัศน์ และประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นสำคัญ
เนื่องจากการ Render ในแต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน ดังนั้น จึงจาเป็นต้องมั่นใจว่า งานตัดต่อทุกอย่างเรียบร้อย ถูกต้อง และตรงตามความต้องการ โดยควรจะ Preview ดูจนมั่นใจ จึงทำการRender

ที่มา : http://ktrm5.blogspot.com/